รัฐในฝัน คือการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และทุนนิยมผสมกัน ก่อนอื่นเรามาเข้าใจระบอบคอมมิวนิสต์ก่อนว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไร การปกครองแบบคอมมิวนิสต์นั้นเป็นการปกครองที่อำนาจอยู่ที่รัฐฝ่ายเดียวรัฐจะควบคุมปัจจัยการผลิตทุกอย่างไว้ ประชาชนจะไม่มีสิทธิ์ในการผลิตทุกอย่าง และรัฐจะแจกจ่ายทรัพยากรไปให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่แจกจ่ายไปตามความจำเป็น เช่นการแจกจ่ายอาหารของใช้ให้กับประชาชนที่ทำงานให้กับรัฐบาลอย่างเท่าเทียม เป็นต้น การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ประชาชนจะไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว การปกครองแบบคอมมิวนิสต์จะมีข้อดีคือ ทุกคนจะมีความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใดก็ตาม แต่ข้อเสีย คือประชาชนจะถูกลิดลอนสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ซึ่งเราควรจะนำข้อดีของระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ กับระบอบการปกครองโดย สร้างความเสมอภาคให้กับประชาชน โดยเฉพาะ ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งมนุษย์ทุกคนจำเป็นที่จะต้องได้รับ แต่ไม่ควรนำข้อเสียมาใช้ เช่น การรวบรวมอำนาจทุกอย่างมาไว้ที่รัฐบาล ประเทศไทยเป็นที่มีการคอรัปชั่นสูงการรวบรวมอำนาจให้กับรัฐมากเกินไป ยิ่งทำให้เกิดการคอรัปชั่นอย่างตรวจสอบไม่ได้ เพราะประชาชนไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบรัฐบาลเลย เมื่อเรานำระบอบมิวนิสต์มาประยุกต์ใช้บางส่วนก็ควรจะควบคู่ไปกับระบอบทุนนิยมด้วย เรื่องแรก ประชาชนควรได้รับสิทธิเสรีภาพบางอย่างที่ควรจะได้รับ เช่น สามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ สามารถถอดถอนรัฐบาลได้ ผู้ที่จะขึ้นเป็นฝ่ายรัฐก็ควรผ่านการเห็นชอบของประชาชนก่อน เป็นต้น ส่วนในฝ่ายภาครัฐ ควรมีอำนาจแค่เพียงรักษาความสงบเรียบร้อยดูแลปกป้องทรัพย์สินของประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนเอง แต่การได้มาของทรัพย์สินรัฐไม่ควรปล่อยเสรีในการแกงแย่งทรัพย์สินกัน เช่นผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะได้รับทรัพย์สินมากกว่า รัฐควรควบคุม การแข่งขันในโลกของทุนนิยมให้เป็นไปอย่างเสมอภาค รัฐควรเข้าช่วยเหลือผู้ที่เสียเปรียบบ้าง อย่างเช่น รัฐควรออกกฎไม่ให้คนที่มีกำลังทรัพย์มากกว่าเข้าไปแข่งขันในตลาดของผู้ที่มีกำลังทรัพย์ด้อยกว่า อย่างเช่น ธุรกิจการขายของปลีกระหว่างโชห่วยและ เซเว่น รัฐบาลควรจะมีมาตรการในการห้ามไม่ให้เซเว่นเข้ามาในตลาดขายปลีก เพราะเซเว่นมีกำลังทรัพย์มากกว่า เซเว่นควรเข้าไปอยู่ในตลาดของผู้ที่มีกำลังทรัพย์มากพอกับตัวเอง มิเช่นนั้นแล้วการให้สิทธิเสรีภาพในการครอบครองทรัพย์สินส่วนบุคคลก็จะเปรียบเสมือนการให้ท้ายกับผู้ที่ได้เปรียบไปกลั่นแกล้งผู้ที่เสียเปรียบ เป็นต้น จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า ประชาชนยังจะควรได้รับสิทธิเสรีภาพบางประการอยู่ ไม่ควรที่จะลิดลอนสิทธิเสรีภาพไปทั้งหมดซึ่งความเป็นจริงของมนุษย์เองแล้วมีความต้องการในสิทธิเสรีภาพนั้นโดยที่ตัวรัฐเองก็ต้องการเช่นกัน แต่รัฐควรเข้าไปคอยควบคุมไม่ให้ สิทธิเสรีภาพของใครไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ฉะนั้นเราจะเห็นว่า ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้น รัฐต้องมีความซื่อสัตย์และกล้าหาญเพราะรัฐต้องกล้าที่จะใช้อำนาจของตัวเองไปในทางที่ถูกต้องอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น
สรุปแล้ว รัฐในอุดมคติ ของข้าพเจ้าควรนำข้อดีของระบอบทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ เข้ามาผสมกันโดยสนองความต้องการของมนุษย์ที่เข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคมๆหนึ่งให้ได้มากที่สุดและเท่าเทียมกันมากที่สุด ภายใต้ผู้นำที่มีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ ซึ่งความจริงแล้วในเรื่องของความเท่าเทียมกันมักจะมาตรงข้ามกับการสนองความต้องการของมนุษย์เพราะมนุษย์มีความต้องการที่ไม่จำกัดซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์การลิดลอนความต้องการนี้จะทำให้สังคมอยู่ไม่ได้เพราะมนุษย์จะไม่สามรถทนอยู่ได้ แต่ถ้าปล่อยให้มนุษย์ได้สนองความต้องการตัวเองได้อย่างเต็มที่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็จะอยู่ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะสิ่งที่มนุษย์ต้องการนั้นมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องแกร่งแย่งกันภายใต้สังคมๆหนึ่ง ดังนั้นการที่มนุษย์เข้ามาอยู่ร่วมกันในสังคมหนึ่งๆและจำรักษาสังคมนั้นให้ยาวนานที่สุด ก็ควรที่จะรักษาทั้งสองอย่างให้ไปควบคู่กันให้ได้ไม่ใช่ไปทางใดทางหนึ่ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะกล่าวว่าแนวคิดของตัวเองจะนำความสุขมาสู่สังคมก็ตาม
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
อุ๋ย...
ตอบลบตัวหนังสือไม่เกรงใจคนแก่เลยนะ
แต่ก็เอาเหอะ พยายาม พยายาม
เนื้อหาอุ๋ยดีมั่ก ๆ แต่สิ่งที่อยากให้ใส่เข้าไปคือ "ความมีชีวิตชีวา"
เนื่องเพราะเราไม่ได้เขียนงานวิชาการจ๋า
เราเพียงต้องการให้คนอ่านคล้อยตามความคิด สนุกกับความคิดของเรา
แต่ก็ไม่ผิดหรอกที่จะแสดงออกอย่างที่อุ๋ยทำ
โดยรวมอุ๋ยตั้งใจทำได้ดีนะ...นับถือ นับถือ
...เป็นแรงใจให้นะ..
อาจารย์แรก