วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ปรีดี พนมยงค์ กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

อาจจะบอกได้ว่า ประเทศไทยทุกวันนี้ที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็มาจากการเริ่มต้นของปรีดี พนมยงค์ แต่ว่าไม่ได้บอกว่า ประเทศไทยตอนนี้ หรือตอนนั้น มีความสมบูรณ์แบบทางประชาธิปไตยอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์
เท้าความถึงปรีดี พนมยงค์ สักนิดกันก่อน ปรีดีพนมพงค์นั้นได้รับเอาแนวคิดการปกรองระบอบประชาธิปไตยมาจากเมืองนอก ที่เค้าได้ไปศึกษาเล่าเรียนมาและเขาก็ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สมบูรณ์แบบไปด้วยประชาธิปไตย ใช่ ระบอบประชาธิปไตย หากทำได้ตามทฤษฎีจริงๆจะเพอร์เฟ็คมาก และนี่คือจุดบอดของปรีดี พนมยงค์ เพราะตอนที่เขานำระบอบประชาธิปไตยเข้ามาใช้นั้น เค้ายังไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมว่าประเทศไทยในขณะนั้น พร้อมหรือยัง พร้อมจริงๆหรือ ผู้คนไม่เคยเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดูได้จากผลงานการสร้างเมืองจำลองของรัชกาลที่หก ซึ่งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด และเค้าไม่ได้คำนึงถึงระบอบและโครงสร้างของสังคมไทยที่ถูกปกครองโดยระบบศักดินามาตลอด นั่นหมายความว่า คนไทยไม่เคยรู้จักการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งถึงแม้ว่าปรีดี พนมยงค์ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยนอกจาก ชื่อของระบอบการปกครอง และผู้นำ เพราะจริงๆแล้วสังคมไทยก็ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลยยังคงใช้ชีวิตแบบระบอบศักดินาอยู่ เช่นจากเดิมนั้นเคยเป็นทาสในเรือนเบี้ยมากก่อน เป็นคนทำนา วันๆก็ทำนาอย่างเดียวพอถึงเวลาเลือกตั้งก็ไปเลือก แต่ถามหน่อยว่าเขาได้ไปมีส่วนร่วมอะไรในระบอบประชาธิปไตยบ้าง เค้าได้มีส่วนร่วมในการกำหนดราคา เค้าไม่มีส่วนร่วมในตลาดกว้าง ถามหน่อยว่า นี่หรือคือการใช้ระบอบประชาธิปไตย ถ้างั้นก็หมายความว่า ประเทศก็แค่เปลี่ยนชื่อระบอบการปกครอง แค่นั้นเอง ประเทศไทยนั้นเมื่อดูจากทางโครวสร้างตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์มา ยังไม่เหมาะกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยังไม่เคยมีผู้นำที่สามารถนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้อย่างถูกต้อง และคนไทยนั้นตั้งแต่สมัยก่อนก็ถูกเลี้ยงโดยเจ้าขุนเจ้านาย ทำมาหากินเองไม่เป็น นั่นหมายความว่า ระบอบประชาธิปไยนั้น จะมาพร้อมกับทุนนิยม ซึ่งหมายถึงแข่งขันกัน แล้วคนที่ทำมาหากินไม่เป็น คนที่เป็นไพร่มาก่อนนั้น เขาจะเอาไรไปสู้กับคนอื่นๆ ขาวนาจะเอาอะไร จะมีกำลังอะไรไปสู่กับเขา ซึ่งมันก็มาจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ประเทศไทยเรียกตัวเองว่าเป็นประเทศที่เป็นระบอบการปกรองแบบประชาธิปไตย แท้จริงแล้วการอำนาจสูงสุดก็ยังคงอยู่ที่ผู้นำ ประชาชนก็แค่ไปเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาซึ่งเป็นแค่เสี้ยวของระบอบประชาธิปไตย อำนาจไม่ได้ตกไปถึงประชาชนคนจนเลยสักนิด คนจนก็จนอยู่วันยังค่ำ เพราะเขาไม่มีอำนาจในการต่อรองอะไร เพราะฉะนั้นระบอบการปกครองของไทยตอนนี้ที่บอกว่าเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย จริงๆแล้วไม่ใช่เป้นไปตามระบอบประชาธิปไตยแบบตรงตามทฤษฎี และทั้งหมดที่ว่ามานี้ บอกได้เลยว่า สังคมไทยไม่เหมาะสักนิดกับระบอบประชาธิปไตย และหากยังคงปกครองระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ ประเทศไทยก็จะมีคนจน และคนที่มีอำนาจสูงสุดไปแบบนี้

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ปัญหาความยุติธรรม

โปรทาโกรัส นักปรัชญากลุ่มโซฟิสที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า คนเป็นผู้วัดทุกสิ่ง คนแต่ละคน แล้วแต่ว่าคนไหนเห็นอะไรก็เป็นจริงสำหรับคนนั้น ความจริงเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่มีความจริงที่แน่นอนตายตัวในโลกนี้ คำๆนี้น่าจะเป็นคำที่อธิบายความหมายของคำๆหนึ่งได้เป็นอย่างดี คือ คำว่ายุติธรรม โลกเราอยู่ในสังคมที่หลากหลายสังคมรวมเข้าด้วยกัน หลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายแนวคิด แม้ในประเทศไทยเองแนวความคิดต่างๆก็แตกแขนงไปมากมาย นามธรรมมากมายจึงไม่สามารถแปลความหมายได้ชัดเจนนักเพราะทุกคนล้วนแต่มองนามธรรมนั้นๆต่างออกไป อย่างเช่นคำว่า ความดี ความจริง รวมถึงคำว่าความยุติธรรมก็เช่นกัน ซึ่งชาวสัมพัทธนิยมจะมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริงมันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะสะท้อนไปถึงสิ่งที่มนุษย์ควรที่จะปฏิบัติเมื่อเข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคมสังคมหนึ่งเพื่อนำไปสู่การรักษาผลประโยชน์ทั้งผลประโยชน์ของตัวเองและผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมุ่งไปสู่การรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง
ความยุติธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เรียกร้องบ่อยที่สุดคำหนึ่งเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้โดยเฉพาะเวลาที่ตัวเองเสียผลประโยชน์ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือแล้วความยุติธรรมมันคืออะไรกันแน่ ของใครถูกคนที่เรียกร้องนั้นอ้างความยุติธรรมถูกหรือไม่ ถ้าต่างคนต่างอ้างถึงความยุติธรรมของตัวเองหรือของกลุ่มตัวเองสังคมนั้นก็จะไม่สามารถเดินต่อไปได้ เพราะเมื่อกลุ่มที่เสียผลประโยชน์อ้างว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม กลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ก็จะออกมาบอกว่าเนี่ยแล่ะยุติธรรมที่สุดแล้ว แล้วยังนี้ความยุติธรรมมันจะคืออะไรกันแน่ ก่อนอื่นเลยความยุติธรรมน่าจะมีความตายตัวเสียก่อนที่จะมีการนำมาอ้างใช้กันและสิ่งที่น่าจะเป็นสิ่งที่ตายตัวที่สุดก็คือกฎหมายนั่นเอง คนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้วไปกระทบผู้อื่นให้เดือดร้อนผู้ที่เดือดร้อนก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องความยุติธรรมได้ ถ้ากฎหมายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของความยุติธรรมจริงๆ และสังคมก็จะช่วยกันเขียนจดหมายออกมาให้ดีที่สุดปรับแก้ไขให้สมบูรณ์ที่สุดสังคมเสรีประชาธิปไตยก็เขียนขึ้นมาอย่างหนึ่ง สังคมสังคมนิยมก็เขียนขึ้นมาอย่างหนึ่งสังคมใดเป็นแบบใดก็ไม่ควรที่จะนำของสังคมอื่นมาใช้ เพราะถ้านำมาใช้ร่วมกันก็จะเกิดปัญหาอีก แต่เมืองไทยเรานั้นไม่เป็นแบบสังคมอื่นเขาเมื่อรู้ว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมในเรื่องความยุติธรรมก็จะหาทางเข้าไปแก้กฎหมายแล้วก็อ้างว่าตัวเองได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ท้ายที่สุดมันก็จะไม่เกิดความยุติธรรมขึ้นอีกซึ่งเป็นผลมาจากคนพวกนี้ อย่างไรก็ตามแม้จะมีคนบางคนเอาเปรียบโดยการแก้กฎหมายแต่คนในสังคมนั้นยังจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด ผู้ที่มีหน้าที่รักษากฎหมายก็ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุดสังคมก็น่าจะเกิดปัญหาน้อยที่สุด ถ้ามีคนบางคนทำผิดกฎหมายต้องได้รับโทษก็ควรที่จะต้องรับโทษไม่ใช่คอยหาทางที่จะแก้กฎหมายพอแก้ไม่ได้ก็ไปตีความหมายของคำว่ายุติธรรมซะใหม่เพื่อจะบอกว่าตัวเองยังไม่ได้รับความยุติธรรม อย่างนี้สังคมสังคมจะเกิดปัญหาเพราะอาจจะมีคนเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้
แม้ว่าความยุติธรรมนั้นยังไมมีความหมายที่แน่นอน ทำให้ปัญหาในการอ้างความยุติธรรมยังไม่จบสิ้น สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเรื่องาความยุติธรรมได้ ก็คือกฎหมาย ดังนั้นก็ควรที่จะรักษากฎหมายไว้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ปัญหาความยุติธรรมนั้นเกิดขึ้นน้อยที่สุด ส่วนในเรื่องของส่วนบุคคลนั้นปัญหาความยุติธรรมไม่น่าจะหมดไปจากโลกนี้เพราะเมื่อมนุษย์กระทำอะไรอย่างหนึ่งมักจะมีผู้ที่ได้เปรียบและเสียเปรียบเสมอ และผู้ที่เสียเปรียบก็มักจะอ้างถึงความไม่ยุติธรรมเสมอ เช่นกัน

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รัฐในอุดมคติ

รัฐในฝัน คือการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และทุนนิยมผสมกัน ก่อนอื่นเรามาเข้าใจระบอบคอมมิวนิสต์ก่อนว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไร การปกครองแบบคอมมิวนิสต์นั้นเป็นการปกครองที่อำนาจอยู่ที่รัฐฝ่ายเดียวรัฐจะควบคุมปัจจัยการผลิตทุกอย่างไว้ ประชาชนจะไม่มีสิทธิ์ในการผลิตทุกอย่าง และรัฐจะแจกจ่ายทรัพยากรไปให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่แจกจ่ายไปตามความจำเป็น เช่นการแจกจ่ายอาหารของใช้ให้กับประชาชนที่ทำงานให้กับรัฐบาลอย่างเท่าเทียม เป็นต้น การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ประชาชนจะไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว การปกครองแบบคอมมิวนิสต์จะมีข้อดีคือ ทุกคนจะมีความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใดก็ตาม แต่ข้อเสีย คือประชาชนจะถูกลิดลอนสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ซึ่งเราควรจะนำข้อดีของระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ กับระบอบการปกครองโดย สร้างความเสมอภาคให้กับประชาชน โดยเฉพาะ ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งมนุษย์ทุกคนจำเป็นที่จะต้องได้รับ แต่ไม่ควรนำข้อเสียมาใช้ เช่น การรวบรวมอำนาจทุกอย่างมาไว้ที่รัฐบาล ประเทศไทยเป็นที่มีการคอรัปชั่นสูงการรวบรวมอำนาจให้กับรัฐมากเกินไป ยิ่งทำให้เกิดการคอรัปชั่นอย่างตรวจสอบไม่ได้ เพราะประชาชนไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบรัฐบาลเลย เมื่อเรานำระบอบมิวนิสต์มาประยุกต์ใช้บางส่วนก็ควรจะควบคู่ไปกับระบอบทุนนิยมด้วย เรื่องแรก ประชาชนควรได้รับสิทธิเสรีภาพบางอย่างที่ควรจะได้รับ เช่น สามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ สามารถถอดถอนรัฐบาลได้ ผู้ที่จะขึ้นเป็นฝ่ายรัฐก็ควรผ่านการเห็นชอบของประชาชนก่อน เป็นต้น ส่วนในฝ่ายภาครัฐ ควรมีอำนาจแค่เพียงรักษาความสงบเรียบร้อยดูแลปกป้องทรัพย์สินของประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนเอง แต่การได้มาของทรัพย์สินรัฐไม่ควรปล่อยเสรีในการแกงแย่งทรัพย์สินกัน เช่นผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะได้รับทรัพย์สินมากกว่า รัฐควรควบคุม การแข่งขันในโลกของทุนนิยมให้เป็นไปอย่างเสมอภาค รัฐควรเข้าช่วยเหลือผู้ที่เสียเปรียบบ้าง อย่างเช่น รัฐควรออกกฎไม่ให้คนที่มีกำลังทรัพย์มากกว่าเข้าไปแข่งขันในตลาดของผู้ที่มีกำลังทรัพย์ด้อยกว่า อย่างเช่น ธุรกิจการขายของปลีกระหว่างโชห่วยและ เซเว่น รัฐบาลควรจะมีมาตรการในการห้ามไม่ให้เซเว่นเข้ามาในตลาดขายปลีก เพราะเซเว่นมีกำลังทรัพย์มากกว่า เซเว่นควรเข้าไปอยู่ในตลาดของผู้ที่มีกำลังทรัพย์มากพอกับตัวเอง มิเช่นนั้นแล้วการให้สิทธิเสรีภาพในการครอบครองทรัพย์สินส่วนบุคคลก็จะเปรียบเสมือนการให้ท้ายกับผู้ที่ได้เปรียบไปกลั่นแกล้งผู้ที่เสียเปรียบ เป็นต้น จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า ประชาชนยังจะควรได้รับสิทธิเสรีภาพบางประการอยู่ ไม่ควรที่จะลิดลอนสิทธิเสรีภาพไปทั้งหมดซึ่งความเป็นจริงของมนุษย์เองแล้วมีความต้องการในสิทธิเสรีภาพนั้นโดยที่ตัวรัฐเองก็ต้องการเช่นกัน แต่รัฐควรเข้าไปคอยควบคุมไม่ให้ สิทธิเสรีภาพของใครไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ฉะนั้นเราจะเห็นว่า ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้น รัฐต้องมีความซื่อสัตย์และกล้าหาญเพราะรัฐต้องกล้าที่จะใช้อำนาจของตัวเองไปในทางที่ถูกต้องอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น
สรุปแล้ว รัฐในอุดมคติ ของข้าพเจ้าควรนำข้อดีของระบอบทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ เข้ามาผสมกันโดยสนองความต้องการของมนุษย์ที่เข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคมๆหนึ่งให้ได้มากที่สุดและเท่าเทียมกันมากที่สุด ภายใต้ผู้นำที่มีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ ซึ่งความจริงแล้วในเรื่องของความเท่าเทียมกันมักจะมาตรงข้ามกับการสนองความต้องการของมนุษย์เพราะมนุษย์มีความต้องการที่ไม่จำกัดซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์การลิดลอนความต้องการนี้จะทำให้สังคมอยู่ไม่ได้เพราะมนุษย์จะไม่สามรถทนอยู่ได้ แต่ถ้าปล่อยให้มนุษย์ได้สนองความต้องการตัวเองได้อย่างเต็มที่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็จะอยู่ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะสิ่งที่มนุษย์ต้องการนั้นมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องแกร่งแย่งกันภายใต้สังคมๆหนึ่ง ดังนั้นการที่มนุษย์เข้ามาอยู่ร่วมกันในสังคมหนึ่งๆและจำรักษาสังคมนั้นให้ยาวนานที่สุด ก็ควรที่จะรักษาทั้งสองอย่างให้ไปควบคู่กันให้ได้ไม่ใช่ไปทางใดทางหนึ่ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะกล่าวว่าแนวคิดของตัวเองจะนำความสุขมาสู่สังคมก็ตาม

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Jean Jacrues Roussessu

สำหรับปรัขญาการเมืองการปกครองครั้งนี้ จะนำเสนอแนวคิดของ จาง จากส์ รุสโซ( Jean Jacrues Roussessu)
ก่อนอื่น เราควรจะทราบถึงประวัติของเขาคร่าวๆเสียก่อน
จาง จากส์ รุสโซเป็นคนฝรั่งเศส เขามีแนวคิดที่ว่า วิทยาศาสตร์นั้นทำให้คนมีศีลธรรมน้อยลง จาง จากส์ รุสโซ มีผลงานการเขียนที่มีชื่อเสียงมาดกมาย โดยจะโจมตีการปกครองที่ไม่เสมอภาค ซึ่งจะกล่าวถัดไป ส่วนผลงานที่ทำใหห้จาง จากส์ รุสโซ มีชื่อเสียงมาถึงทุกวันนี้ก็คือ การเขียนหนังสือเกี่ยวกับ กำเนิดของความไม่เสมอภาค ซึ่งต่อไปเราจะมาดูถึงคอนเซปกการเมืองการปกครองของจาง จากส์ รุสโซ
การมองการปกครองของจาง จากส์ รุสโซนั้น มองว่าก่อนที่มนุษย์จะเข้าสู่สังคมการเมือง คนเป็นผู้บริสัทธิ์มีสัญชาตญาณแห่งความดี แต่เมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาตินั้น คนมีเหตุผลผลจูงใจคือ ความรักตัวเองเห็นอกเห็นใจมนุษย์ด้วยกัน แต่การรวมกันของสังคทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องหาสิ่งที่ไม่ทำให้มนุษย์เกิดการเอาเปรียบกัน คือการทำสัญญาสังคมนั่นเอง เกิดจากความเห็นชอบของสังคม ซึ่งดดยตัวข้าพเจ้านั้นเห็นด้วยกับการมีสัญญาสังคมเพื่อท่ะคุ้มครองผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนบุคคล และสัญญาไม่ใช่เป็นสัฐฐสระหว่างผู้บริการและประชาชน แต่เป็นสัญญาที่ประชาชนต้องอยู่ภายใต้ความต้องการส่วนรวม ซึ่งนับว่าเป้นแนวคิดที่แฟร์ในเรื่องของความเสมอภาค แต่การอยู่ภายใต้อำนาจความต้องการส่วนใหญ่นั่นไม่ใช่การจำกัดสิธิเสรีภาพ เพราะจาง จากส์ รุสโซ ยังให้ความสำคัญกับเสรีภาพ ซึ่งสรีภาพของจาง จากส์ รุสโซ จะมาพร้อมกับความรับผิดชอบและศีลธรรม ซึ่งเสรีภาพที่มาพร้อมกับศีลธรรมนั้นจะสามารถเป็นภูมิคุ้มกันของการละเมิดสิทธิกันและกัน แต่ใช่ว่าการปกครองตามแนวคิดของจาง จากส์ รุสโซนั้นจะดีทั้งหมด เพราะแนวคิดบางส่วนของจาง จากส์ รุสโซนั้น เมื่อมองดูแล้วก็เหมือนกับการกดประชาชน เมื่อดูจากการปกครองแบบอธิปไตย เพราะการออกกฎหมายนั้นผู้ทรงอำนาจเท่านั้นที่จะมีสิทธิออกกฎหมายมาบังคับตัวเอง บุคคลอื่นๆมาออกกฎหมายบังคับผู้ทรงอำนาจได้ เมื่อดูแล้วก็จะเห็นว่า ดูเหมือนจะให้เสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่เมื่อดูๆกันแล้ว ยังไม่ใช่การให้อิสรภาพอย่างเต็มที่ทีเดียวนัก ในเมื่อประชาชนยังคงต้องอยู่ภายใต้อำนาจองผู้ทรงอำนาจ แล้วแบบนี้จะมีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริงได้อย่างไร แนวคิดของจาง จากส์ รุสโซ เหมือนเป็นแนวคิดที่ยังขัดแย้งอยู่ในตัวเอง